วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ครั่งคืออะไร


ครั่งคืออะไร
ครั่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า แลกซิเฟอร์ แลคคา ( Laccifer lacca Kerr ) ครั่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งตัวสีแดง ขนาดเล็กมาก อาศัยอยู่บนต้นไม้ ทำรังเป็นยางแข็งหุ้มกิ่งไม้ไว้เพื่อป้องกันตนเองให้พ้นภัยจากศรัตรู
ตัวครั่งมีประโยชน์ ใช้ทำสีสำหรับย้อมผ้าไหม หรือย้อมหน้าฟอกสีได้ รังครั่งมีประโยชน์ ใช้ทำสิ่งของได้หลายอย่างใช้เคลือบผ้าพันสายไฟฟ้า หรือเคลือบเม็ดยาให้เป็นมัน หรือทำสีผสมอาหารก็ได้ นอกจากนั้นยังใช้ทำสิ่งของชนิดอื่นๆได้อีกมากมายหลายชนิด ประโยชน์ที่สำคัญของครั่งคือ ใช้ทำแชลล์แลกสำหรับทาไม้ให้ขึ้นเงางดงามใช้ได้ทนทาน

ครั่ง ถือว่าเป็นของใช้กันมาตั้งแต่โบราณด้วยคุณสมบัติที่จะละลายเมื่อถูกความร้อน และจะแข็งตัวเมื่อเย็นลง คนสมัยโบราณใช้ครั่งสำหรับการปิดผนึกของสำคัญๆ นับตั้งแต่ของส่วนตัวไปจนถึงทรัพย์สมบัติที่มีค่าของประเทศ


ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีเครื่องมือทันสมัยมาทำหน้าที่แทนครั่งได้ แต่ว่าภาระกิจสำคัญๆ ของชาติหลายๆ อย่างก็มีครั่งเข้ามามีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องด้วย

ครั่งนั้นยังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศทีเดียว แต่ว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่สามารถผลิตครั่งส่งออกได้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ส่งออกครั่งได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก


ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร บอกไว้ว่า ครั่ง คือ ยางหรือชันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสารที่ขับถ่ายออกจากตัวแมลงครั่ง แมลงครั่งจะอาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่ง และใช้ปากซึ่งมีลักษณะเป็นปากดูดเจาะเข้าไปในกิ่งของต้นไม้เพื่อดูดน้ำ เลี้ยงมาเป็นอาหารและขับถ่ายครั่ง ออกมาจากภายในตัวครั่งตลอดเวลาเพื่อห่อหุ้มตัวเป็นเกราะป้องกันอันตรายจาก สิ่งภายนอก มีลักษณะ นิ่มเหนียวสีเหลืองทอง เมื่อถูกอากาศนานเข้าจะแข็งและมีสีน้ำตาล ครั่งที่เก็บได้จากต้นไม้เรียกว่า ครั่งดิบ ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เรซิน ขี้ผึ้ง สี ซาก ตัวครั่ง และสารอื่น ๆ ส่วนที่ใช้เป็นประ โยชน์ในทางอุตสาหกรรมคือ สีครั่ง และเนื้อครั่ง

เราสามารถใช้ ประโยชน์จากครั่งมากมาย เช่น ใช้สีจากครั่งในการย้อมผ้า ย้อมไหม ย้อมหนังสัตว์ ใช้ครั่งตกแต่งเครื่องใช้เครื่องเรือนให้สวยงาม ใช้เป็นส่วนประกอบในยาแผนโบราณเพื่อรักษาโรคบางชนิด นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกมากมายทีเดียว สุดที่จะพรรณนาไว้ ณ ที่นี้

ปัจจุบันการซื้อขายครั่งได้กระทำกันอย่างกว้างขวาง มีโรงงานผลิตอุตสาหกรรมครั่งในประเทศไทย ส่วนใหญ่โรงงานเหล่านี้จะผลิตครั่งเม็ดเพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศ ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม และร้านค้าของป่าทั่วไป โรงงานอุตสาหกรรมจะรับซื้อครั่งจากเกษตรกรโดยตรง หรือผ่านคนกลาง ซึ่งมีหน้าที่จัดหาครั่งป้อนโรงงาน สำหรับกรณีที่ปริมาณครั่งไม่มากนัก จะมีการซื้อขายกันตามร้านค้าของป่า ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะทำการรวบรวมครั่งแล้วนำส่งโรงงานเพื่อแปรสภาพต่อไป

การ เลี้ยงครั่งทำได้ ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องมีต้นไม้ที่เหมาะสม ต้นไม้ที่นิยมเลี้ยงครั่งคือต้นจามจุรี ถ้าไม่รู้จักชื่อนี้เพราะไม่ได้จบจุฬาฯ ก็พอจะรู้จักชื่อนี้ไหมล่ะ “ฉำฉา” หรือว่า “ก้ามปู” มันก็ต้นเดียวกันนั่นแหละ


ผลผลิตครั่ง

ครั่งดิบ (Stick Lac) ซึ่งเป็นครั่งที่ผู้เลี้ยงแกะหรือขุดออกจากกิ่งไม้ต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งเหลือแต่เนื้อครั่ง จะมีวัตถุเจือปนอยู่หลายอย่าง เช่น ชัน สีครั่ง ขี้ผึ้ง ซากของแม่ครั่งที่ตาย กิ่งหรือเปลือกไม้ เป็นต้น
ครั่งเม็ด (Seed Lac) เป็นครั่งดิบที่นำมาแยกสิ่งเจือปนออกโดยการตำหรือบดครั่งดิบให้แตกออกเป็นก้อนหยาบ ๆ หลังจากนั้นนำไปร่อนผ่านตระแกรง และนำเอาครั่งที่ได้ไปล้างน้ำ จะได้ครั่งสีแดง ซึ่งจะนำไปย้อมผ้าได้ การล้างครั่งจะล้างจนกระทั่งน้ำใส จึงนำเอาครั่งที่ได้ออกตากในที่ร่มที่มีลมผ่านตลอดเวลา จะได้ครั่งที่มีความชื้นประมาณร้อยละ 8-13 ก็สามารถจำหน่ายได้ (ครั่งดิบ 100 กิโลกรัม จะผลิตครั่งเม็ดได้ 80 กิโลกรัม)
เชลแลค (Shellac) เป็นครั่งที่นำมาจากครั่งดิบและครั่งเม็ด บรรจุในถุงผ้าให้ความร้อน และบิดถุงผ้าให้แน่นเข้าเรื่อย ๆ เนื้อครั่งจะค่อย ๆ ซึมออกจากถุงผ้าใช้มีดหรือวัสดุปาดเนื้อครั่งที่ซึมออกมาใส่บนภาชนะที่อังด้วยความร้อนจากไอน้ำ จะช่วยให้เนื้อครั่งนั้นมีความอ่อนตัว หลังจากนั้นนำเนื้อครั่งที่ได้มาทำการยืดเป็นแผ่นบาง ๆ ในขณะที่ครั่งยังร้อนอยู่แล้วปล่อยให้เย็น จึงหักออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียกว่า "เชลแลค" (ครั่งดิบประมาณ 100 กิโลกรัม หรือครั่งเม็ดประมาณ 85 กิโลกรัม ใช้ทำเชลแลคได้ 65 กิโลกรัม)
ครั่งแผ่น (Button Lac) หรือ "ครั่งกระดุม" เป็นครั่งที่นำมาหลอดออกทำเป็นแผ่นกลมลักษณะคล้ายกระดุม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว และหนาประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่นิ้ว ครั่งแผ่นมีวิธีทำคล้ายกับเชลแลค แต่ต่างกันที่เมื่อทำการย้ายครั่งที่หลอมละลายดีแล้ว ใช้เหล็กป้ายครั่งซึ่งกำลังร้อน ๆ อยู่ หยอดลงไปบนแผ่นเหล็กหน้าเรียบที่สะอาดและขัดเป็นเงาให้ได้ขนาดที่ต้องการ ทิ้งไว้ให้เย็น จะได้ครั่งแผ่นที่ต้องการ


ที่มา : http://www.thaiwoodcentral.com/blog

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สีธรรมชาติกับมนุษย์




สีธรรมชาติกับมนุษย์
สีธรรมชาติคือสีที่สกัดได้จากวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติเช่น พืช สัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากกระบวนการตามธรรมชาติ สีธรรมชาติมีบทบาทเกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์มายาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ มนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะนำสีจากวัสดุธรรมชาติมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ทาสีตามร่างกาย สีของภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ย้อมสิ่งทอ เครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม ภาพวาดฝาผนัง และเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมต่างๆตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
สีธรรมชาติที่มีการใช้ในอดีตนั้นมักจะได้มาจาก พืช สัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ โดยมีพัฒนาการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น
- การใช้สีในการ ประกอบอาหาร และขนม
- การย้อมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม
- การย้อมเครื่องมือ เครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เครื่องมือดักจับสัตว์น้ำ
- การใช้เขม่าหรือควันไฟรมเครื่องจักสานให้เกิดสีและเสริมความทนทาน
- การใช้ทำภาพเขียน

สำหรับปัจจุบันมีการหันกลับมาให้ความสนใจใช้สีจากวัสดุธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. กระแสความต้องการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาจากอดีตให้คงอยู่ในสังคมสืบไป การย้อมสีธรรมชาติซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญหาท้องถิ่นจึงได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากทั้งภาค รัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป
2. ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากใช้สีสังเคราะห์และสารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ สารเคมีที่ตกค้างและปนเปื้อนในน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการฟอกย้อม ทำให้เกิดการเน่า-เสียของแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ
3. ปัญหาความไม่ปลอดภัย และผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานฟอกย้อม ซึ่งเกิดจากการสัมผัสกับสารเคมี และสีสังเคราะห์ โดยเฉพาะสีสังเคราะห์บางประเภทที่เป็นสารก่อมะเร็ง
4. การให้ความสนใจต่อความปลอดภัยและอันตรายของสารเคมีตกค้างบนผลิตภัณฑ์สิ่งทอของประชาชน ทำให้มีการกำหนดชนิดสีสังเคราะห์ที่จะใช้กับสิ่งทอแต่ละประเภท ทำให้เกิดความระมัดระวังในการใช้สิ่งทอย้อมสีสังเคราะห์และหันมาใช้สิ่งทอที่ได้มาจากการย้อมสีธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น
5. การตื่นตัวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ทำให้เกิดค่านิยมต่อต้านสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และอุปโภค/บริโภค มีการใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ “ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว” เพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าที่ดีจะต้องเกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค และสินค้าใช้แล้วเมื่อเป็นขยะต้องไม่ก่อมลพิษต่อไป ค่านิยมดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการผลักดัน ให้มีการหันกลับมาใช้สิ่งทอย้อมสีย้อมธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น


ข้อดีของสีธรรมชาติ
1. ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค
2. น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตไม่เป็นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อม
3. วัตถุดิบหาได้ง่ายในชุมชนไม่ต้องใช้สีเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศ
4. การย้อมสีธรรมชาติสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นตามประสบการณ์ สามารถ ถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น
5. สีธรรมชาติมีความหลากหลาย ตามชนิด อายุและ ส่วนของพืชที่ใช้ ตลอดจนชนิดของสารกระตุ้นหรือขั้น ตอนการย้อม
6. การย้อมสีธรรมชาติทำให้เห็นคุณค่าและรู้จักใช้ ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ
7. ความสัมพันธ์ระหว่างคนย้อมสีกับต้นไม้ ย่อมก่อให้ เกิดความรัก ความหวงแหน และเรียนรู้ที่จะอนุรักษ์ และปลูกทดแทนเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน


ข้อจำกัดของสีธรรมชาติ
1. ปริมาณสารสีในวัตถุดิบย้อมสีมีน้อย ทำให้ย้อมได้สีไม่เข้ม หรือต้องใช้ วัตถุดิบปริมาณมาก
2. ปัญหาด้านการผลิตคือไม่สามารถ ผลิตได้ในประมาณมากและไม่สามารถผลิตสีตามที่ตลาดต้องการ
3. สีซีดจางและมีความคงทนต่อแสงต่ำ
4. คุณภาพการย้อมสีธรรมชาติขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งควบคุมได้ยาก การย้อมสีให้เหมือนเดิมจึงทำได้ยาก
5. ในการย้อมสีธรรมชาติถ้าไม่มีวิธีการ และจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนย่อมจะกลายเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมได้

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วัตถุดิบย้อมสีธรรมชาติ



วัตถุดิบย้อมสี
วัตถุดิบย้อมสี ด้วยภูมิปัญญาของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสี ซึ่งสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยการนำมาย้อมเส้นใยและผืนผ้า เพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มและใช้สอยในชีวิตประจำวัน สีย้อมธรรมชาตินั้นสามารถจำแนกตามแหล่งที่มาได้ดังนี้

(1)สีย้อมธรรมชาติจากแร่ธาตุ (Mineral Dyes) สีธรรมชาติประเภทนี้เป็นสีที่เกิดจากสารประกอบของโลหะ จำพวก เหล็ก โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง โคบอลต์ และนิกเกิล ซึ่งในอดีตเป็นกลุ่มสีที่มีความสำคัญมากแต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏแหล่งผลิตและการใช้สีกลุ่มดังกล่าว สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ยังมีการใช้สีธรรมชาติจากแร่ธาตุในการย้อมสีสิ่งทอ คือ สีจากโคลนและดินแดง ซึ่งเป็นวัสดุที่มีสารประกอบพวกอลูมิโนซิลิเกต และสารประกอบโลหะอยู่
(2) สีย้อมธรรมชาติจากสัตว์ (Animal Dyes) สีธรรมชาติจากสัตว์ คือ สารสีที่ได้จากสารที่ขับออกจาก ตัวสัตว์ หรือตัวสัตว์เอง สำหรับประเทศไทยมีการใช้สีจากแมลง คือ ครั่ง โดยตัวครั่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงของต้นไม้แล้วขับสารสีแดงที่เรียกว่า ยางครั่ง ออกมาหุ้มรอบตัวเป็นรัง สารสีแดงที่ถูกขับออกมาจากตัวครั่งดังกล่าวมานี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งในการย้อมสิ่งทอ ผสมในอาหาร และใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท สำหรับเส้นใยที่ย้อมด้วยครั่งคือ ไหม ขนสัตว์ และฝ้าย เชื่อกันว่าคุณภาพของสีทีได้จากการย้อมด้วยครั่งจะขึ้นกับชนิดของต้นไม้ที่ ใช้เลี้ยงครั่ง
(3) สีย้อมธรรมชาติจากพืช (Vegetable Dyes)สีย้อมที่ได้จากพืชจัดเป็นกลุ่มสารสีหลักของสีย้อมธรรมชาติ โดยเป็นสีย้อมที่ได้จากทุกส่วนของพืชทั้ง ราก เปลือก ลำต้น เนื้อไม้ ใบ ดอก ผล และเมล็ด ซึ่งสีย้อมกลุ่มนี้มีความหลากหลาย สามารถแบ่งโดยใช้กรรมวิธีการย้อมเป็นเกณฑ์ได้ 2 กลุ่มคือ
• การย้อมเย็น หรือการย้อมแบบหมัก เป็นสีย้อมที่ได้จากพืช เช่น ผลมะเกลือ ห้อม และคราม เป็นการย้อมสีจากพืชที่มีกรรมวิธีการย้อมโดยไม่ใช้ความร้อน แต่อาศัยคุณสมบัติธรรมชาติของสารสี และปฏิกิริยาเคมีทางธรรมชาติช่วยให้สารสีติดกับเส้นใย โดยจะหมักเส้นใยไว้ในน้ำย้อมที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีรายละเอียดวิธีการย้อมที่แตกต่างกันตามชนิดของสารสีที่ได้จากพืช
• การย้อมแบบร้อน สีย้อมธรรมชาติที่ใช้การย้อมแบบร้อน จะเป็นสีย้อมที่ได้จากพืชทั่วไปและครั่ง โดยจะนำวัตถุดิบย้อมสีมาสับให้ละเอียดแล้วต้มให้เดือดเพื่อสกัดสารสีออกจากพืช จากนั้นจึงทำการย้อมกับเส้นใย จะมีการใช้ความร้อนและสารช่วยย้อมช่วยให้สารสีติดกับเส้นใย


สารช่วยย้อม
พืชแต่ละชนิดที่นำมาย้อมใช้เส้นใยธรรมชาติมีการติดสีและคงทนต่อการขัดถูหรือแสงไม่เท่ากันขึ้น อยู่กับองค์ประกอบภายในของพืชและเส้นใยที่นำมาใช้ย้อม จึงมีการใช้สารประกอบต่างๆ มาเป็นตัวช่วยในการทำให้เส้นใยดูดซับสีให้สีเกาะเส้นใยได้แน่นขึ้น มีความทนทานต่อแสง และการขัดถูเพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า สารช่วยย้อม และสารช่วยให้สีติด สารเหล่านี้นอกจากจะเป็นตัวจับยึดสี และเพิ่มการติดสีในเส้นใยแล้วยังช่วยเปลี่ยนเฉดสีให้เข้มจาง หรือสดใส สว่างขึ้น
(1.) สารช่วยย้อม หรือ สารกระตุ้นสี เป็นสารที่ช่วยให้สีติดกับเส้นด้ายดีขึ้นและเปลี่ยนเฉดสีธรรมชาติให้เปลี่ยนแปลงไปจากสีเดิม ในสมัยโบราณจะใช้การเติมมูลหรือปัสสาวะสัตว์ลงไปในถังย้อม ปัจจุบันมีการใช้สารที่ได้จากทั้งสารเคมีและสารธรรมชาติดังนี้

(1.1) สารช่วยย้อมเคมี (มอร์แดนท์) หมายถึง วัตถุธาตุที่ใช้ผสมสีเพื่อให้สีติดแน่นกับผ้าที่ย้อม ส่วนใหญ่เป็นเกลือของโลหะพวกอลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง ดีบุก โครเมียม สำหรับมอร์แดนท์ที่แนะนำให้ใช้สำหรับการย้อมระดับอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นสารเคมีเกรดการค้า ซึ่งมีราคาถูก คุณภาพเหมาะสมกับงาน มีวิธีการใช้งานที่สะดวกโดยการชั่ง ตวง วัดพื้นฐาน แล้วนำไปละลายน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการและหาซื้อได้ง่ายจากร้านค้าสารเคมีทางวิทยาศาสตร์ หรือทางการแพทย์ทั่วไป สารมอร์แดนท์ที่ใช้กันทั่วไปคือ
• สารส้ม (มอร์แดนท์อลูมิเนียม) จะช่วยจับยึดสีกับเส้นด้ายและ ช่วยให้สีสด สว่างขึ้น มักใช้กับการย้อมสี น้ำตาล-เหลือง-เขียว
• จุนสี (มอร์แดนท์ทองแดง) ช่วยให้สีติดและเข้มขึ้น ใช้กับการย้อม สีเขียว-น้ำตาล ข้อแนะนำสำหรับการใช้มอร์แดนท์ทองแดง คือ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการตกค้าง ของทองแดงในน้ำทิ้งหลังการย้อมได้
• เฟอรัสซัลเฟต (มอร์แดนท์เหล็ก) เหล็กจะช่วยให้สีติดเส้นด้ายและช่วยเปลี่ยนเฉดสีธรรมชาติเดิมจากพืชเป็นสีโทน เทา–ดำ ซึ่งมอร์แดนเหล็กมีข้อดี คือ สามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ แต่มีข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปเพราะเหล็กจะทำให้เส้นด้ายเปื่อย

(1.2) สารช่วยย้อมธรรมชาติ (มอร์แดนท์ธรรมชาติ) หมายถึง สารประกอบน้ำหมักธรรมชาติ ที่ช่วยในการยึดสีและบางครั้งทำให้เฉดสีเปลี่ยน เช่น น้ำปูนใส น้ำด่าง น้ำโคลน และน้ำบาดาล
• น้ำปูนใส ได้จากปูนขาวที่ใช้กินกับหมาก หรือทำจากปูนจากการเผาเปลือกหอย โดยละลายปูนขาวในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จะได้น้ำปูนใสมาใช้เป็นสารช่วยย้อมต่อไป
• น้ำด่าง หรือน้ำขี้เถ้า ได้จากขี้เถ้าพืช เช่น ส่วนต่างๆ ของกล้วย ต้นผักขม เปลือกของผลนุ่น กากมะพร้าว เป็นต้น เลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่ยังสดๆ นำมาผึ่งแดดให้หมาด จากนั้นเผาให้เป็นขี้เถ้าสีขาว นำขี้เถ้าไปใส่ในอ่างที่มีน้ำอยู่ กวนให้ทั่วทิ้งไว้ 4 – 5 ชั่วโมงขี้เถ้าจะตกตะกอน นำน้ำที่ได้ไปกรองให้สะอาดแล้วจึงนำไปใช้งาน เรียกว่า “น้ำด่างหรือน้ำขี้เถ้า” อีกวิธีหนึ่งนำขี้เถ้าที่ได้ไปใส่ในกระป๋องที่เจาะรูเล็กๆ รองก้นด้วยปุยฝ้าย หรือใยมะพร้าวใส่ขี้เถ้าจนเกือบเต็ม กดให้แน่นเติมน้ำให้ท่วมขี้เถ้า แขวนกระป๋องทิ้งไว้ รองเอาแต่น้ำด่างไปใช้งาน
• กรด ได้จากพืชที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำใบหรือฝักส้มป่อย น้ำมะขามเปียก
• น้ำบาดาล หรือ น้ำสนิมเหล็ก จะใช้น้ำบ่อบาดาลที่เป็นสนิม หรือนำเหล็กไปเผาไฟให้แดงแล้วนำไปแช่ในน้ำ ทิ้งไว้ 3 วันจึงนำน้ำสนิมมาใช้ได้ น้ำสนิมจะช่วยให้สีเข้มขึ้น ให้เฉดสีเทา-ดำเหมือนมอร์แดนท์เหล็ก แต่ถ้าสนิมมากเกินไปจะทำให้เส้นใยเปื่อยได้เช่นกัน
• น้ำโคลน เตรียมจากโคลนใต้สระ หรือบ่อที่มีน้ำขังตลอดปี ใช้ดินโคลนมาละลายในน้ำเปล่าสัดส่วนน้ำ 1 ส่วนต่อดินโคลน 1 ส่วนจะช่วยให้ได้โทนสีเข้มขึ้น หรือโทนสีเทา-ดำเช่นเดียวกับน้ำสนิม

การใช้สารช่วยย้อมในการย้อมผ้ามี 3 วิธี คือ
1. การใช้ก่อนการย้อมสี ซึ่งต้องนำเส้นด้ายไปชุบสารช่วยย้อมก่อนนำไปย้อมสีธรรมชาติ
2. การใช้พร้อมกับการย้อมสี เป็นการใส่สารช่วยย้อมไปในน้ำสีแล้วจึงนำเส้นด้ายลงย้อม
3. การใช้หลังย้อมสี นำเส้นด้ายไปย้อมสีก่อนแล้วจึงนำไปย้อมกับสารช่วยย้อมภายหลัง

( 2.) สารช่วยให้สีติด ในการย้อมสีธรรมชาติมีการใช้สารช่วยให้สีติดเส้นด้าย โดยสารดังกล่าวจะใช้ย้อมเส้นด้ายก่อนการย้อมสี หรือใช้ผสมในน้ำสีย้อม
• สารฝาด หรือ แทนนิน สารแทนนินจะมีอยู่ในส่วนต่างๆ ของพืชที่มีรสฝาดและขม เช่น ลูกหมาก เปลือกเพกา เปลือกสีเสียด เปลือกผลทับทิม เปลือกประดู่ ใบยูคา ใบเหมือดแอ เป็นต้น ซึ่งสารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยให้สีติดกับเส้นด้ายได้ดีขึ้น โดยการต้มสกัด น้ำฝาด หรือแทนนินจากพืชดังกล่าว แล้วนำเส้นด้ายต้มย้อมกับน้ำฝาดก่อน จากนั้นจึงนำเส้นด้ายไปย้อมกับน้ำสีย้อมอีกครั้ง
• โปรตีนจากน้ำถั่วเหลือง ใช้ต้มกับเส้นด้ายก่อนการย้อมสีเพื่อช่วยในการเพิ่มโปรตีนบนเส้นด้ายทำให้สามารถย้อมสีติดได้ดีมากขึ้น ทางญี่ปุ่นจะชุบฝ้ายไหมด้วยน้ำถั่วเหลืองก่อนเสมอ โดยแช่ไว้ 1 คืน ยิ่งทำให้สีติดมาก ในญี่ปุ่นการสีธรรมชาติทั้งหมดแช่เส้นใยด้วยน้ำถั่วเหลืองเสมอ
• เกลือแกง จะใช้ผสมกับน้ำสีย้อมเพื่อช่วยให้สีติดเส้นด้ายได้ง่ายขึ้น

ที่มา : http://www.ist.cmu.ac.th

จากภูมิปัญญาพัฒนาผ้าไหมสีธรรมชาติเพื่อการค้า


การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติโดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจวบจนปัจจุบัน ผ้าไหมสีธรรมชาติมักมีสีนุ่มนวล บางผืนย้อมด้วยวัสดุที่เป็นสมุนไพร จึงเป็นผลดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม สีธรรมชาติบางสีซีดจางง่าย สีเปลี่ยนเมื่อนำไปซัก และอาจมีสีตกได้ ในการย้อมแต่ละครั้ง ต้องใช้วัสดุให้สีปริมาณมาก ดังนั้นการผลิตผ้าย้อมสีธรรมชาติเพื่อการค้า จึงควรเลือกใช้วัสดุ หรือพืชให้สีที่หาได้ง่าย เมื่อย้อมแล้วให้สีที่คงทนต่อแสง และการซักดีผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สีไม่ตก และไม่ซีดง่าย เพราะผู้ซื้อไม่สามารถย้อมทับได้ เมื่อสีเปลี่ยน
จากผลการวิจัยพบวัสดุธรรมชาติ และพืชหลายชนิดย้อมไหมได้สีคุณภาพระดับดี เหมาะสำหรับใช้ย้อมผลิตผ้าไหมเพื่อการค้าได้



ครั่ง เป็นแมลงที่มีสีแดง มักสร้างรังบนต้นจามจุรี หรือฉำฉา ใช้เป็นวัสดุย้อมไหม และฝ้าย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ย้อมไหมได้สีแดงถึงสมพู สีคงทนต่อแสงและการซักดีมาก ยังมีพันธุ์ไม้ในท้องถิ่นที่ย้อมไหมได้สีชมพูอมแดง หรือแดงอมน้ำตาล เช่น เปลือกต้นธนนไชย เปลือกต้นนนทรี เป็นต้น

แก้ว หรือตะไหลแก้ว แก้วพริก จ๊าพริก แก้วขาว แก้วขี้ไก่ เขี้ยวขี้ควาย ใช้ใบสดย้อมไหมได้สีเขียวอ่อนอมเหลือง สีคงทนต่อแสง และการซักถึงดีปานกลาง ใบสดของต้นหูกวาง ใช้ย้อมไหมได้ไหมสีเขียวเช่นกัน

ดาวเรือง หรือคำปูจู้หลวง (ภาคเหนือ) หรือพอทู ในภาษากะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน กลีบดอกใช้ย้อมไหมได้สีเหลืองทอง สีมีความคงทนต่อแสง และการซักดี และดีปานกลาง พืชอื่นที่ใช้ย้อมแล้วได้ไหมสีเหลือง คุณภาพดี เช่น เปลือกต้นเพกา ใบสมอไทย ใบยูคาลิปตัส ใบยอบ้าน ใบขี้เหล็กบ้าน เป็นต้น

ราชพฤกษ์ คูณ ชัยพฤกษ์ หรือเรียกลมแล้ง (ภาคเหนือ) ลักเคย ลักเกลือ (ภาคใต้) นิยมใช้ฝักในการย้อมไหม ฝักสดย้อมได้สีม่วงอมน้ำตาล ส่วนฝักแก่ย้อมได้สีน้ำตาล สีคงทนต่อแสง และการซักระดับดี พืชอื่นในท้องถิ่นที่นำมาใช้ย้อมไหมได้โทนสีม่วง ได้แก่ เหง้ากล้วย ผลคนทาหมักโคน ย้อมไหมได้สีม่วงอมเทา

มะเกลือ หรือมะเกอ มักเกลือ (เขมร-ตราด) ผีเผา (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ผลสดดิบใช้ย้อมไหมได้สีดำ หรือน้ำตาลดำ สีคงทนต่อแสง และการซักระดับดีมาก เทคนิคการย้อมไหมให้ได้โทนสีดำ มักใช้การแช่หมักเส้นไหมในน้ำโคลน หลังจากย้อมด้วยน้ำสกัดจากพืชอื่น ๆ เช่น หมักโคลนเส้นไหมที่ย้อมด้วยผลกระบก เปลือกเงาะโรงเรียน เป็นต้น

การย้อมไหมให้ได้โทนสีน้ำตาล นิยมย้อมด้วยสีสกัดจากเปลือกไม้ เช่น เปลือกต้นสมอไทย เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นยูคาลิปตัส

ขั้นตอน วิธีสกัดสี และย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ

การย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ ทั่วไปมีขั้นตอนง่าย ๆ เริ่มจากสกัดสี น้ำที่สกัดได้นำไปย้อมเส้นไหมที่ลอกกาวแล้ว
การสกัดสีจากเปลือกไม้ : สับเปลือกไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมาต้มเคี่ยว 1-2 ชั่วโมง กรองกากทิ้ง อัตราเปลือกสด : ไหม = 6 : 1 หรืออัตราเปลือกแห้ง : ไหม 2 : 1

การสกัดสีจากใบหรือดอก : นึ่งใบหรือดอกด้วยไอน้ำ 5-10 นาที แล้วแช่น้ำเย็น 10-15 นาที จากนั้นต้มด้วยไฟอ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง: ไหม = 8 ถึง 10 : 1 หรืออัตราเปลือกแห้ง : ไหม 2 : 1

การสกัดสีจากผล : ผลแห้ง ทุบให้แหลก แล้วสกัดน้ำย้อมเช่นเดียวกับวิธีสกัดจากเปลือกไม้ ผลสดทุบ หรือโขลกให้นุ่ม หรือแหลกก่อนคั้นน้ำ หรือต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อน (ขึ้นกับชนิดพืช)

การย้อมเส้นไหม : ด้วยวิธีแช่ และนวดเส้นไหมเบา ๆ ในน้ำย้อม ที่อุณหภูมิปกติจนได้สีที่ต้องการ เรียก "ย้อมเย็น" หรือย้อมที่อุณหภูมิ 80-85 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที เรียก "ย้อมร้อน" ระหว่างย้อมให้พลิกกลับเส้นไหมบ่อย ๆ เพื่อให้เส้นไหมติดสีสม่ำเสมอ อาจย้อมเย็นก่อน แล้วย้อมร้อนต่อจนครบเวลา 60 นาที จึงนำเส้นไหมขึ้น และล้างในน้ำอุ่น 1-2 ครั้ง จากนั้นล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่มีสี กลิ่น แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจนหมดฟอง ขั้นตอนสุดท้ายบีบน้ำออกให้เส้นไหมหมาด กระตุกให้เรียงเส้น และผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ปกติการย้อมไหม 1 กิโลกรัมแบบย้อมเย็น จะใช้น้ำย้อม 20-25 ลิตร ส่วนการย้อมร้อนใช้ 30 ลิตร
การแช่เส้นไหมในสารช่วยย้อม เช่น น้ำสารส้ม น้ำต้มใบพืช ได้แก่ ใบยูคาลิปตัส ใบเหมือด ก่อนหรือหลังการย้อม หรือผสมในน้ำย้อม จะช่วยให้สีที่ย้อมติดคงทนดีขึ้น ยังมีวัสดุธรรมชาติ และพันธุ์ไม้ย้อมสีหลายชนิด ใช้ย้อมเส้นไหมได้สีสันหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นกับพืช ฤดูกาล และเทคนิคการย้อม สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1275


ที่มา : http://www.ku.ac.th

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อะไร คือ RIPC

อะไร คือ RIPC (Rural Industrialization and Project Cycle) หลังจากที่ได้ไปอบรมมาระหว่างวันที่ 1 - 11 มิถุนายน 2553 ที่ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ มาทำความรู้จักกันเลยค่ะ

เรื่อง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม National and Industrial Development Plan”
วิทยากร นางสุนทราลักษณ์ เพ็ชรกูล ผู้อำนวยการส่วนอุตสาหกรรมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.มารยาท สมุทรสาคร ผู้อำนวยการส่วนมหภาคและฐานข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
อ.มารยาท สมุทรสาคร พูดช่วงแรกเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 และบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่นำไปสู่การพัฒนาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 อาทิ
- กฎ กติกาใหม่ของโลกในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมโลก
- การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจโลกแบบหลายศูนย์กลาง รวมทั้งเอเชีย และกลุ่มใหม่ที่มาแรกในขณะนี้ คือ กลุ่ม BRIC
- การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของโลกอย่างต่อเนื่อง
- การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ก่อให้เกิดความเสียหายหลายด้าน
- ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานที่เป็นปัญหาสำคัญในอนาคต
- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

อ.สุนทราลักษณ์ เพ็ชรกุล เสนอการวิเคราะห์วิวัฒนาการของแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ดังนี้
แผน 1-2 อุตสาหกรรมช่วงนี้เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบ แรงงานในต่างประเทศ เน้นให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนาดย่อม และอุตสาหกรรมครอบครัว จัดหาที่ดินเพื่อตั้งโรงงาน
ผลการพัฒนาช่วงนี้ อุตสาหกรรมมีมีการเจริญเติบโตค่อนข้างดี มีโรงงานจดทะเบียนเพิ่มขึ้น
แผน 3-4 ส่งเสริมอุตสาหกรรมการส่งออก ทดแทนการนำเข้า กระจายอุตสาหกรรมออกจากเมืองหลวง ส่งเสริมอุตสาหกรรมในเขตภูมิภาค โดยแผน 3 มีการจัดตั้ง สร้างนิคมอุตสาหกรรม แผน4 สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการพัฒนาเกษตร
ผลการพัฒนา โครงสร้างอุตสาหกรรมยังพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศ มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูง จนเกิดวิกฤตในเรื่องของราคาน้ำมัน โรงงานกระจุกตั้งอยู่ในเมือง
แผน 5-6 เริ่มแยกนโยบายชัดเจน เน้นการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างสูง
ผลการพัฒนา ในแผน 5 การขยายตัวของอุตสาหกรรมต่ำกว่าเป้าหมาย เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก ช่วงแผน 6 อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น โรงงานกระจุกตัวอยู่ใน กทม. เริ่มมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การขาดแคลนแรงงานฝีมือ
แผน 7-8 เร่งรัดการขยายบริการพื้นฐาน ฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาการให้บริการและระบบการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สร้างความสมดุลของการผลิตกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผลการพัฒนา แผน 7 การขยายตัวด้านเศรษฐกิจสูง แต่เริ่มมีปัญหาสังคม ด้านวัตถุดิบ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับแผน 8 เป็นช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ทำให้การเจริญเติบโตภาคเศรษฐกิจหดตัว
แผน 9-10 ต่อเนื่องจากแผน 7-8 เริ่มมองตลาดใหม่ และเตรียมความพร้อมเพื่อแสดงโอกาสจากการเปิดเสรีทางการค้า สร้างความสมดุลทางการผลิตกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผลการพัฒนา เฉพาะแผน 9 เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นประเทศไทยมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 20 ของโลก มีฐานการผลิตหลากหลายขึ้น แต่ยังพึ่งการนำเข้าปัจจัยสำคัญจากต่างประเทศ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งยังมีปัญหา

หัวข้อการบรรยายถัดมา คือวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนที่มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ได้กล่าวถึงผลการวิจัยที่จัดทำเมื่อปี 50 ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน ซึ่งราคาน้ำมันเป็นปัจจัยลำดับที่ 1 รองลงมาคือ ปัจจัยการผลิตและอัตราแลกเปลี่ยน และในมุมมองของผู้ประกอบการต่อบรรยากาศการลงทุนที่รุนแรงมากในปี50 อันดับ 1 คือ เศรษฐกิจมหภาคมีความหันหวนรองลงมาคือ นโยบายภาครัฐขาดความแน่นอน และขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตามลำดับ

ช่วงบ่าย อ.มารยาท บรรยายหลักการเมืองอุตสาหกรรมนิเวศ
Symbiosis : การอยู่รวมกันแบบอิงอาศัย และได้ผลประโยชน์ร่วมกัน และได้แบ่งกลุ่มการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศของไทย
หัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจคือ
1. วาระแห่งชาติ
2. ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ
3. ทุกคนมีส่วนร่วม





เรื่อง “สภาวะปัจจุบันและแนวโน้มในการพัฒนาอุตสาหกรรม Present Conditions and Development”
วิทยากร นายสมเกียรติ คีลาวัฒน์ ผอ.ศูนย์การศึกษาและวิจัยทางด้านโลจิสติกส์ ม.ศรีปทุม


1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าโลกที่มีแนวโน้มภาคเอเชียสูงขึ้นจากเดิม
ปี คศ. 1782(2528) ภาพรวม ยุโรป และสหรัฐฯ 57 % เอเชีย 20%
การคาดการณ์ปี คศ.2009-2014 (2552-2557) ยุโรป และสหรัฐฯ 51% เอเชีย 28%
2. การเปลี่ยนแปลงการเงินของโลก จากโครงสร้างการค้าส่งผลให้แถบเอเชียมีเงินออมสูงขึ้น แต่ก็เป็นลักษณะการออมจากเอเชียไปลงทุนด้านตราสารค้ำประกันต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในสหรัฐ
3. ความร่วมมือระหว่างประเทศ
ความร่วมมือจาก ASEAN +3, +6 (ไทย มาเลเซีย พม่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ +/จีน ญี่ปุ่น เกาหลี+/อินเดีย ออสเตรเลีย โฮจิเนีย) รวมถึงการใช้เงินสกุลเดียวกัน(AEC) และการเปิดการค้าเสรี APAC,FTA
4. โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับ
- โครงสร้างเศรษฐกิจโลก,การเปลี่ยนแปลงการเงินของโลก, การรวมกลุ่ม ASEAN รวมถึง AEC (การใช้เงินสกุลเดียวกัน) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย
- การพึ่งพาการค้าโลกในด้าน Import – Export, การลงทุนจากต่างประเทศ, การท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์กลางการกระจาย (HUB) ด้านการเงินและการขนส่ง

ประเด็นปัญหาที่รอคำตอบสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
- ฟื้นตัวได้ดีหรือไม่
- นโยบายภาครัฐที่สำคัญเป็นอย่างไร
- ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหรือไม่
- ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ ด้านการฟื้นตัว เน้นสหรัฐฯ
- มาตรการภาครัฐ
- อาจจะไม่ดีเท่าที่คาดการณ์
- ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม

ปัญหาที่คาดว่าจะยังมีอยู่ในสหรัฐ
- สถาบันการเงินยังมีการล้ม
- การว่างงานสูง
- การลงทุนในตราสารที่ก่อให้เกิดหนี้สิน
- การผันผวนของค่าเงิน
- วิกฤตหนี้ภาครัฐ
กราฟที่แปลง GDP ปี 2009(2552) GDP โลก 3% เอเชีย 7 % ตะวันออกกลาง 4% สหรัฐ 1%เศษ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพเศรษฐกิจของเอเชีย

ปัญหาการว่างงานของสหรัฐ หลังการใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วกลับไม่ช่วยให้อัตราว่างงานลดลง แต่กลับเพิ่มสูงกว่าที่คาดการณ์มาก นอกจากนั้นเป็นภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก เช่น กราฟแสดงแนวโน้มการล้มของสถาบันการเงินของสหรัฐ และสถิติการล้มของสถาบันการเงิน สถิติการขาดดุลการค้า รวมถึงมูลค่าเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยที่มีผลกระทบเช่น ราคาน้ำมัน สถิติหนี้สาธารณะของโลก-สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป ที่เปลี่ยนแปลลงไป/วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
ปี 2008(2551) เทียบกับปี 1997(2540) ยังอยู่ในศักยภาพที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกได้ เช่น หนี้ต่างประเทศลดลง หนี้สินในภาคธุรกิจต่อทุนลดลลง
แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยปี 2553
แผ่วลงในบางช่วง ยังคงพอไปได้ ปัญหาการว่างงานยังคงมีอยู่ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก การเมือง มาบตาพุด คุณภาพนโยบายของภาครัฐ
ประมาณเศรษฐกิจปี 2553 (ไทย)
GDP อยู่ที่ประมาณ 3.5 – 4.5% การลงทุนรวม 4.6% การบริโภครวม 2.8% ดุลบัญชีสะพัด 4.1% เงินเฟ้อ 3.4% การว่างงาน 1.3%
ดัชนีวัดที่สำคัญทางเศรษฐกิจ
1. ด้านเศรษฐกิจ
- รายได้ภาคเกษตรกรรม - รายได้ภาคอุตสาหกรรม
- รายได้การส่งออก นำเข้า - รายได้การท่องเที่ยว
- ความสามารถ(อัตรากำลังการผลิต) - dkiv6xF48 [ibF48
ด้านการผลิตคงเหลือในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม
- การคาดการณ์ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค - การลงทุนส่วนบุคคล
- การลงทุนด้านการก่อสร้าง - รายได้ – รายจ่ายภาครัฐ
- เงินคงคลังภาครัฐ - N P L
2. ด้านการเงิน
- อัตราแลกเปลี่ยนทั้งด้านพื้นฐาน - ดุลบัญชีเดินสะพัด
- บัญชีสถานการณ์เงินของประเทศ - เงินลงทุนต่างประเทศ
- หนี้ต่างประเทศ
3. ด้านเสถียรภาพ
- อัตราเงินเฟ้อ - การจ้างงาน / การว่างงาน
สรุป
ประมาณการเศรษฐกิจไทย
ปี 2553
ปี 2554
GDP
3.3 - 5.3
2.8-4.8
เงินเฟ้อพื้นฐาน
1.3 – 2.3
1.8 – 2.8
เงินเฟ้อทั่วไป
3.0 – 5.0
2.0 – 4.0
การอุปโภค บริโภค
3.5 – 5.5
2.5 – 4.5
การลงทุนภาคเอกชน
9.5 – 11.5
10.0 – 12.0
การส่งออกสินค้าและบริการ
12.5 – 15.5
9.5 – 12.5
การนำเข้าสินค้าและบริการ
2.3 – 2.5
13.0 – 16.0


การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ กสอ.สู่ภูมิภาค โดย ผอ.เดชา จาตุธนานันท์
ยุทธศาสตร์ คือการเลือกกิจกรรมที่แสดงถึงความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยอาศัยความต้องการของลูกค้าที่จะสามารถเข้าถึงความต้องการได้ และสามารถเสนอกิจกรรมที่จำเป็นต่อลูกค้าได้อย่างมุ่งมั่น
รูปแบบของการวางแผนยุทศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือ A B C D E รูปแบบการประเมินโดยใช้เครื่องมือ SWOT ซึ่งวิเคราะห์ศักยภาพภายในองค์กรแลภายนอกองค์กร และการแปลงกลยุทธ์โดยวิสัยทัศน์ไปสู่ Strategy Map ไปสู้เป้าหมาย ไปสู้ตัวชี้วัด เป็นแผน Action Plan
โมเดลของทฤษฎีของยุทศาสตร์ประกอบ 1. ปัญหาที่ใส่เข้าไปประกอบด้วยของภาพ Macro ตัวชี้วัดในอดีต ตัวอย่างที่ดี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นโยบายแลแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 2 การค้นหารูปแบบประกอบการวิเคราะห์ GAP การปรับปรุงคุณค่าวิสัยทัศน์แลพันธกิจ การวิเคราะห์ทิศทางกลยุทธ์ 3 การนำยุทธศาสตร์ไปใช้โดยการเลือกกลยุทธ์
แนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 11 มีการสร้างความเข้มแข็งของภาคและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน มติ ครม. เกี่ยวกับการแบ่งกลุ่มจังหวัด 10 กลุ่มจังหวัด ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เปรียบเทียบแนวทางการส่งเสริม SMEs วิสัยทัศน์ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คือ เป็นองค์การหลักในการนำภูมิปัญญา นวัตกรรมองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไทยให้มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พัมธกิจ ค่านิยม การวิเคราะห์ GAP เป้าประสงค์ การพัฒนาเป้าประสงค์ เป้าประสงค์ของกรมคือ 1 วิสาหกิจขนาดกลางแลขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น 2 วิสาหกิจที่มีศักยภาพของไทยสามารถอยู่ในระดับ World Class 3 เกิดผู้ประกอบการใหม่เพิ่มขึ้น 4 ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ
1 การวิเคราะห์ทิศทางยุทธศาสตร์ SDA ประกอบด้วยความสามารถของเจ้าหน้าที่และเครือข่าย + ความเสี่ยง 2 พันธกิจหรือภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร 3 ส่วนแบ่งการให้บริการเทียบกับคู่แข่ง 4 แนวโน้มความต้องการของกลุ่มเป้าหมายขององค์กร เพื่อหากลยุทธโดย Balanced Scorecard กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือการส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้แก่ 1 ทำการอบรม 2 ปรึกษาแนะนำ 3 ศึกษาความเป็นไปได้ 4 ศึกษาดูงาน 5 ออกแบบสร้างการพัฒนา 6 เชื่อมโยงเครือข่าย 7 แสวงหาความร่วมมือ 8 สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน 9 ประสานงาน
ยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมี 1 การสร้างและพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมให้เติบโตและแข่งขันได้ 2 การสนับสนุนปัจจัยเอื้อต่อการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม 3 การพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กร แผนยุทศาสตร์มี 4 มิติ คือ 1 ผลการดำเนินงาน 2 ผู้รับบริการ 3 กรบวนการ 4 เวลา 5 ความเชื่อมั่น เป้าประสงค์ตัวเลขวัดได้ตอบวิสัยทัศน์





เรื่อง “การวางแผนกลยุทธ์ Strategic Planning”
วิทยากร นายฉัตรมงคล แน่นหนา ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การวางแผนกลยุทธ์คือ การกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในองค์กร โดยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและกำหนดแนวทางที่สามารถผลักดันให้เป้าหมายบรรลุผลสำเร็จ และสามารถติดตามประเมินผลของการดำเนินการได้
ในการวางแผนกลยุทธ์ ต้องรูเขารู้เรา คือ ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกและภายใน โดยวิเคราะห์ดังนี้
1.สถานการณ์ภายนอกวิเคราะห์ว่า ลูกค้าเราคือใคร ลูกค้าต้องการอะไร มีอะไรเป็นตัวช่วยเรา และมีอะไรบ้างเป็นตัวฉุดเรา
2.สถานการณ์ภายใน พิจารณาจากองค์กรนั้นมีอะไรเด่น มีอะไรด้อยที่จะไปตอบสนองความต้องการของลูกค้าภายใต้ตัวช่วยและตัวฉุดนั้น
3.วิเคราะห์ สังเคราะห์หรือสรุปสถานการณ์ เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายใหญ่ขององค์กรว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร
4.ระบุพันธกิจว่าต้องดำเนินการอะไรบ้าง เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ภายใต้ขอบเขตภารกิจตามกฎหมาย
5.กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์
6.กำหนดกลยุทธ์หรือวิธีที่จะทำให้ประเด็นยุทธศาสตร์สามารถสำเร็จตามเป้าประสงค์ได้ โดยใช้ข้อมูลจาก S W O T มาเขียนกลยุทธ์ เช่น ถ้าเราเอาจุดแข็งกับโอกาสมาวิเคราะห์ร่วมกันจะได้เป็นกลยุทธ์เชิงรุก หรือถ้าเอาจุดแข็งกับอุปสรรคมาวิเคราะห์ร่วมกัน กลยุทธ์ที่ได้จะเป็นกลยุทธ์แบบป้องกันตัว เป็นต้น
7. เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมโดยใช้ Balance Score Card มาช่วยในการคิดกลยุทธ์ โดยพยายามวางกลยุทธ์ให้ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ มิติประสิทธิผล มิติประสิทธิภาพ มิติคุณภาพในการให้บริการ และมิติการพัฒนาองค์กร เมื่อได้กลยุทธ์แล้ว ให้นำมาแปลงเป็นโครงการและกิจกรรมต่อไป






เรื่อง “องค์ประกอบของแผนปฏิบัติการ : วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลกระทบ Elements of the Action Plan : Objectives,Targets and Impacts”
วิทยากร นายไว จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประกอบด้วย
1. จากแผนการบริหารราชการแผ่นดินสู่แผนปฏิบัติราชการกระทรวง/ กรม
2. องค์ประกอบของแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี
3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ
โดยมีเนื้อหาสรุปพอสังเขป ดังนี้
· พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญของระบบแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี เพราะมีการกำหนดถึงผลสัมฤทธิ์ของงาน ส่วนราชการ /บุคคลผู้รับผิดชอบ ซึ่งเกิดจากแนวคิดตามรัฐธรรมนูญปี 2540 แผนปฏิบัติราชการ (Business Plan) ภายใต้การจัดทำแผนพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นกลไกที่ล้อมาจากภาคเอกชน เป็นการต้องการให้เกิดการบูรณาการระหว่างงานของแต่ละกระทรวงไปสู่ภูมิภาค เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น ประสบผลสำเร็จมากขึ้น แต่การทำงานจะยากขึ้น
ทั้งนี้มีการวัดผลโดยใช้หลัก Balance Scorecard ผ่าน KPI หรือระบบ Corporate Scorecard โดยมี ครม.เป็นผู้กำหนด ซึ่งเมื่อกำหนดแล้วจะต้องกำหนดเป้าประสงค์® ตัวชี้วัด ® ค่าเป้าหมาย ® กลยุทธ์

· ระบบแผนการบริหารราชการแผ่นดิน มีที่มาคือ
1. จากแผนนโยบาลของรัฐบาล
2. จาก Vision ของประเทศ (ประเทศไทยใช้ vision 10 ปี) หรือที่เรียกว่า Thailand Milestone (Benchmarking) และ vision 2010/2020 จนมาเป็นแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ®แผนกระทรวง / กรม ®แผนกลุ่มจังหวัด ®จังหวัด ® แผนปฏิบัติราชการประจำปี

· การจัดทำแผนปฏิบัติราชการ จะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้
1. Target เป้าหมาย ที่ต้องกำหนด / ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
2. Process กระบวนการเป็นอย่างไร (กำหนดโดยกิจกรรม หรือโปรแกรมต่างๆ)
3. Output ผลสัมฤทธิ์ / ผลที่ได้รับ (รวมถึงผลผลิตที่เพิ่มขึ้น)
4. Outcome การวัดผล (การประเมิน)

· หลักของประเด็นยุทธศาสตร์ ต้องประกอบด้วย
1. วิเคราะห์ปัญหา
2. ทำลายปัญหานั้นทิ้ง (ซึ่งต่างจากภาคเอกชนที่ไม่ค่อยมองปัญหา จะมองแต่โอกาส โดยภาครัฐจะมีบทบาทเหนือกว่าภาคเอกชน)
3. กำหนดเป้าประสงค์ (Goal)
4. กำหนดตัวชี้วัด
5. ค่าเป้าหมาย
6. กลยุทธ์
· Flagship คือ โครงการเรือธง ของหน่วยงานที่ประกอบด้วยโครงการ 2 ประเภท คือ
1. โครงการที่ต้องมี
2. โครงการที่มุงผลสัมฤทธิ์

· องค์ประกอบของแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ ® เป้าหมาย ® ผลกระทบ

· การตั้งวัตถุประสงค์ จะต้องมาจากหลัก 2 ข้อ คือ
1. โอกาสที่จะเป็นไปได้
2. ความต้องการของภาคเอกชน (กลุ่มเป้าหมาย)

· การพัฒนา SMEs ตามแผนยุทธศาสตร์ ต้องคำนึงถึง
1. การวิเคราะห์ SMEs
2. การวางแผน
3. การเยียวยา

· สาเหตุของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม คือ
1. การเพิ่มมูลค่า ,เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
2. เพื่อปรับปรุง/พัฒนากระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุน ,ข้อยกเว้นเรื่องภาษี หรือการลดภาษี

· แนวคิดของหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวข้องตามกลยุทธ์ของ อก. คือ
1. เศรษฐกิจพอเพียงแบบระบบ Cluster
2. ระบบที่เกี่ยวกับการแบ่งงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาทั้ง 2 ฝ่าย (Co-Evolution) เช่น อุตสาหกรรม + เกษตร / เกษตร + สิ่งทอ

· ในส่วนของการวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ต้องคำนึงถึง Impact ประกอบด้วย
- เศรษฐกิจ ® GDP , ตัวเลข
- สังคม ® รายได้ , คุณภาพชีวิต
- สิ่งแวดล้อม ® คุณภาพน้ำ , อากาศ

· การส่งเสริม SMEs ต้องคำนึงถึง
1. หาวิธีให้ SMEs ลดต้นทุนในระยะยาว (ทั้งต้นทุนภายใน และต้นทุนนอกภาคการผลิต)
2. ขยายขนาดการผลิตให้ใหญ่ขึ้น (ผลผลิตเยอะขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง)
3. Elasticity ที่คำนึงถึง Demand

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กำจัดไวรัส Autorun สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกท่าน

ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และใช้ Flash Drive หรือ USB hard disk ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่อง คุณทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังเสี่ยงกับการติดไวรัสอย่างมาก โดยเฉพาะไวรัส AutoRun ซึ่งเป็นไวรัสที่ผมได้พบบ่อยมากๆ
Virus Autorun บน Flash Drive
อาการที่สังเกตุง่ายๆ เมื่อติดไวรัส AutoRun แล้ว นั่นคือ เราจะไม่สามารถเปิดไฟล์งานได้โดยตรง จะขึ้นคำว่า "Open with" และถ้าเราเข้าไปดูรายชื่อไฟล์ใน Flash Drive จะพบไฟล์ที่ชื่อว่า "Autorun.ini" ถ้าเครื่องคอมฯ ของคุณติดไวรัสนี้แล้ว แค่เพียงนำ Flash Drive ของคนอื่น มาเสียบก็จะทำให้ติดไวรัส AutoRun ได้ทันที
วิธีกำจัดไวรัส AutoRun













เพียงแค่ download และติดตั้งโปรแกรม CPE17 Autorun Killer ซึ่เป็นฟรีโปรแกรมที่
สามารถหา download มาติดตั้งใน "Startup" และสั่งให้รันทุกครั้งที่เปิด Windows โปรแกรมจะตรวจสอบการเสียบ Flash Drive อัตโนมัติ และจะทำกาำรลบไฟล์ Autorun รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุล .EXE ใน root ของ Flash Drive
• Download โปรแกรม CPE17 Autorun Killer ขนาดไฟล์ประมาณ 52 KB
ทิปเพิ่มเติม
• ห้ามทำการ copy โปรแกรมเก็บไว้ใน root directory ของ Flash Drive เพราะจะถูกลบอัตโนมัติ
ก่อนการใช้งาน Flash Drive ทุกครั้ง ควรทำการรัน scan virus ก่อนทุกครั้ง
(ข้อมูลจาก --> http://www.it-guides.com)
เลือกซื้อคอมพิวเตอร์อย่างไรให้เหมาะสม

การเลือกชื้อคอมพิวเตอร์ ก่อนอื่นผู้ซื้อควรคำนึงวัตถุประสงค์หลัก หรือความต้องการในการใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่าง ๆ ของตนเองไม่ว่าจะเป็นสำหรับการทำงาน หรือเพื่อความบันเทิง เนื่องจากงานต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการพิจารณาเลือกชื้ออุปการณ์ให้ตรงตามความต้องการ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ผู้ใช้ทั่วไปนิยมกำหนดรายละเอียดและเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการควบคุมงบประมาณในการซื้อได้อีกทางหนึ่งด้วย เราอาจจำแนกคอมพิวเตอร์ออกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 3 ประเภทได้ดังนี้

1.คอมพิวเตอร์สำหรับงานเอกสารและโปรแกรมเบื้องต้น
คอมพิวเตอร์ในระดับนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความต้องการใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะงานทั่วๆไป เช่นการพิมพ์งาน การดูหนัง ฟังเพลง และการใช้อินเตอร์เนท ซึ่งงานเหล่านี้ สามารถเลือกส่วนประกอบในระดับราคาประหยัด จะทำให้ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ตามต้องการในระดับราคาที่ประหยัด

2.คอมพิวเตอร์สำหรับความบันเทิง
คอมพิวเตอร์ในระดับนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ในการฟังเพลง ดูภาพยนตร์ ในระดับคุณภาพเสียงแบบดิจิตอลหรือเล่นเกมส์แบบ 3 มิติโดยเฉพาะ ซึ่งจะนิยมเลือกส่วนประกอบที่มีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง แต่เน้นอุปกรณ์เฉพาะด้าน ใช้ CPU ความเร็วปานกลาง แล้วเลือก VGA Card ที่ระดับความเร็วสูง และเลือกลำโพงในระดับที่ดีพอควร

3.คอมพิวเตอร์สำหรับงานระดับมืออาชีพ
คอมพิวเตอร์ในระดับนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานในระดับมืออาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิกออกแบบอาคาร Graphic Designer หรือต้องการตัดต่อภาพยนตร์ ซึ่งผู้ซื้อที่มีความต้องการในระดับนี้มักจะมีงบประมาณในการเลือกซื้อที่มากเพียงพอในการเลือกซื้ออุปกรณ์รวมถึงอุปกรณ์เฉพาะด้าน ตามที่ต้องการจึงทำให้ราคานั้นอาจอยู่ในระดับค่อนข้างสูง


(ข้อมูลจาก --> http://www.hs1pmq.com/adsl.htm)